[บทความเก่า] กำไร 10 เด้ง พลิกพอร์ตใหญ่ “วิบูลย์ พึงประเสริฐ”

(ตอนที่ 1)

“วิบูลย์ พึงประเสริฐ” มุ่งสู่ตลาดหุ้น ตามคำเชิญเพื่อนมาร์เก็ตติ้ง ก้าวแรก ชีวิตลงทุนดัน “ติดลบ” ขาดทุนหุ้น BBL 70% วันนี้พอร์ต”หลักสิบล้าน”

“มาเล่นหุ้นกันเถอะกำไรเยอะดี”

เพื่อนมาร์เก็ตติ้งนายหนึ่งร่ายมนต์สะกด หวังเชื้อเชิญเงินในกระเป๋าของ “บูลย์-วิบูลย์ พึงประเสริฐ” ให้มาโลดแล่นในตลาดหุ้น แทนการนอนกินดอกเบี้ยแบงก์เฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์

“ชายกลางคนวัย 44 ปี” ในฐานะนักเขียนประจำคอลัมน์ Value Way ของหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ BIZ Week” และเจ้าของหนังสือ “คัมภีร์ VI ลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่า (เขียนร่วมกับ “มนตรี นิพิฐวิทยา) เปิดเส้นทางการลงทุนในตลาดหุ้นให้ “บีสวีค” ฟังครั้งแรกว่า “ผมลงทุนในตลาดหุ้นมาแล้ว 16 ปี แต่เพิ่งปันใจมาเป็นนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า หรือ Value Investor เมื่อ 12 ปีก่อน

พื้นเพเป็นคนจังหวัดขอนแก่น มีพี่น้อง 8 คน ผู้ชาย 7 คน มีผู้หญิงคนเดียวคือ คนที่ 6 “ผมเป็นลูกคนเล็ก ห่างจากพี่คนโต 19 ปี เขาเหมือนพ่อผมเลย” (หัวเราะ) ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ คุณพ่อท่านทำธุรกิจเยอะแยะมากมาย เช่น ฟาร์มเลี้ยงหมู โรงงานสีข้าว โรงงานผลิตมันสำปะหลัง และโรงผลิตปอกระสอบ เป็นต้น แต่หลังเมืองไทยโดนพิษเศรษฐกิจ ท่านตัดสินใจขายกิจโรงงานสีข้าว ซึ่งเป็นธุรกิจสุดท้ายให้คนอื่นไป ตอนนั้นลูกๆโตหมดแล้วตัวผมเองอายุ 20 กว่าปีละหาเลี้ยงคุณพ่อได้แล้ว (ยิ้ม)

ตำแหน่งวิศวกรรมประจำโรงงานของ “โตโยต้า” ถือเป็น “งานกินเงินเดือนแห่งแรก” หลังเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ.71) ในปี 2530 ถ้าจำไม่ผิดเราเรียนรุ่นเดียวกับ “ปรเมศวร์ มินศิริ” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์สนุก เขาทำท่าคิด ก่อนเล่าว่า “ผมจบโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รุ่นเดียวกับ “หมอมุข-น.พ.ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ” อุปนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ด้วยนะ”

ทำงานในค่ายรถยนต์โตโยต้าได้เพียง 1 ปี ตัดสินใจออกไปเรียนต่อ MBA ประเทศสหรัฐอเมริกา 3 ปี โดยมีพี่สาวคนเดียวของครอบครัวคอยส่งเสียค่าเทอมให้ ส่วนเงินค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เราหาเองด้วยการทำงานตามร้านอาหารไทยสัปดาห์ละ 3 วัน ได้ค่าจ้างประมาณ 1,000 เหรียญ ตอนนั้นค่าเงินบาทอยู่ที่ 25 บาท หลายสิบปีก่อนของกินของใช้ค่อนข้างถูก แต่พวกค่าเซอร์วิสที่ต้องใช้แรงงานคนจะมีราคาแพง

เรียนจบปริญญาโทปุ๊บกลับเมืองไทยปั๊บ (ยิ้ม) ตอนนั้นน่าจะอายุราวๆ 26 ปี ตั้งแต่ก้าวขาไปเรียนในสหรัฐอเมริกา เรานับถอยหลังวันกลับเมืองไทยแทบทุกวัน “ผมไม่อยากอยู่ ไม่ชอบบรรยากาศ ที่สำคัญไม่มีตังค์” อยากเรียนจบเร็วๆ เพื่อมาหาเงินในเมืองไทย จำได้กลับมาเมืองไทยในปี 2538 ช่วงนั้นเศรษฐกิจเมืองไทยบูมมาก ไปสมัครงานที่ไหนได้หมด

งานแรกได้วุฒิปริญญาโท คือ ผู้จัดการโรงงานฟิลม์ พอดีคนรู้จักเขากำลังจะเปิดโรงฟิลม์ แถวปากช่อง เลยมาชวนเราไปทำ สุดท้ายทำได้ 2 ปี “ผมไม่ค่อยชอบบรรยากาศจุกจิกกวนใจ นิสัยพูดปั่นหูเจ้านาย เริ่มรู้สึกรำคาญ” จึงตัดสินใจลาออกทั้งๆที่ยังหางานใหม่ไม่ได้เลย บังเอิญตอนหนุ่มๆไฟแรง ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น (หัวเราะ)

สุดท้ายย้ายไปนั่งเก้าอี้ผู้ประสานงานโครงการ บริษัท เชลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าไปช่วงปี 2540 เชื่อมั้ยทำงานได้ 4 เดือน รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท บริษัทประกาศปลดพนักงานทุกปี เราโชคดีที่ไม่โดนจิ้มออกเขาคงเห็นว่า เราทำงานมั้งทำให้รอดตายทุกปี “ผมทำงานที่เชลล์มา 11 ปี ตำแหน่งสุดท้าย คือ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ตลอดระยะเวลาที่ทำงานที่นี่ ผมเปลี่ยนหน้าที่ทุกปี ทำงานที่นี่คุ้มค่ามาก”

ช่วงที่ทำงานใน “เชลล์ (ประเทศไทย)” เขาถือเป็นบริษัทขายน้ำมันอันดับ 2 รองจาก “ปตท.” แต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 บริษัทตกไปอยู่อันดับ 3-4 เขาตัดงบการลงทุนไม่สร้างและปรับปรุงสถานีน้ำมัน แถมตัดงบโฆษณาอีกต่างหาก ขณะที่ปตท.ทุ่มการลงทุนทุกอย่าง เมื่อธุรกิจตกอยู่ในภาวะ “Downsize” หรือ องค์กรถูกลดขนาดให้เล็กลง ความไม่สนุกเริ่มเกิดขึ้น และถูกอารมณ์อยากทำงานในบริษัทที่มีการเติบโตต่อเนื่องเข้ามาแทนที่

แรกๆที่เข้ามาทำงานใน “เชลล์ (ประเทศไทย)” เขามีพนักงาน 1,100 คน และมีสถานน้ำมัน 1,200 แห่ง ตอนเราลาออกเหลือพนักงาน 600 คน และสถานีน้ำมัน 600 แห่ง ในแผนกที่เราทำงานอยู่มีคนทำงาน 5 คน สุดท้ายเหลือเราทำงานทุกอย่างเพียงคนเดียว ปัจจุบันน่าจะมีพนักงาน 300 คน และสถานีน้ำมัน 600 แห่ง

หลังลาออกไม่กี่เดือน ราวๆปี 2552 ได้ย้ายมาทำงานฝ่ายการลงทุนต่างประเทศใน “ปตท.เคมิคอล อินเตอร์เนชั่นแนล” ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ “ปตท.เคมิคอล” (PTTCH) หลัง “ไก่-ธันวา เลาหศิริวงศ์” อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) รุ่นที่ 1 และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ “ไอบีเอ็ม ประเทศไทย” แนะนำเราให้กับ “อดิเทพ พิศาลบุตร์” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTCH รู้จักเมื่อหลายปีก่อน

ปัจจุบันได้โยกมาทำงานใน “Nature Works Asia Pacific Ltd.” ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง PTTCG ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น “บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล” (PTTGC) และพันธมิตรจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งจับมือกันเมื่อปี 2555 เขามีแผนจะสร้างโรงงานไบโอพลาสติกที่ทำมาจากพืชในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ล่าสุดอยู่ระหว่างการขอการสนับสนุนเรื่องต่างๆจากภาครัฐบาล

ตั้งใจจะทำงานที่นี่ไปเรื่อยๆ บริษัทร่วมทุนเพิ่งตั้งมีพนักงงานแค่ 3 คนเอง อารมณ์สนุกยังมีอยู่เต็มเปี่ยม มีคนถามเราเยอะมากว่า ยึดอาชีพนักลงทุนแนว Value Investor แล้ว ทำไมยังต้องทำงานประจำ จริงๆ การลงทุนแนว VI ไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าตลาดหุ้น เราซื้อหุ้นมา 1 ตัว ตั้งใจถือยาว 2-3 ปี ฉะนั้นแทบไม่จำเป็นต้องเปิดกระดานหุ้นต่อให้ตลาดหลักทัรพย์ปิดดำเนินการ 3 ปี “ผมยังไม่เดือนร้อน”

ช่วงที่หยุดพักหลังลาออกจาก “เชลล์ (ประเทศไทย)” “ผมนอนอยู่บ้านออกแนวว่างมากไม่มีอะไรทำ เช้ามาเปิดคอมพิวเตอร์นั่งเฝ้าตลาดหุ้น ทำให้ค้นพบว่า ทำแบบนี้มันไม่เวิร์ค สู้ใช้เวลาในแต่ละวันไปทำงานประจำหาเงินดีกว่า ถือเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง

ได้บทเรียนอะไรบ้างจากการเปลี่ยนงานประจำบ่อยๆ เขาตอบคำถามนี้ว่า ได้เรียนรู้ระบบงานของแต่ละประเทศ อย่าง “เอสเอ็มอีขนาดเล็ก” ทุกอย่างมักขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเถ้าแก่เพียงคนเดียว “ใครลิ้นยาวได้เปรียบ” ทำนองนั้น (หัวเราะ)

ส่วนบริษัทฝรั่ง เขามีระบบจัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ส่วนตัวชอบระบบลักษณะนี้มาก เพราะทุกอย่างจะเป็นไปอย่างมีขั้นตอน ซึ่งแตกต่างจากระบบการทำงานของบริษัทญี่ปุ่น ใครอยากได้ตำแหน่งสูงๆ คุณต้องทำงานอย่างเดียว “ยิ่งอยู่นานยิ่งได้ตำแหน่งสูง”

คนไฟแรงมักทำงานในบริษัทญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เพราะการที่คุณคิดจะทำงานอะไรสักอย่างต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ใหญ่ทุกคน แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อย คุณยังต้องขอความเห็นชอบจากเขา ส่งผลให้ระบบการตัดสินใจล่าช้ามาก พักหลังๆเราจะเริ่มเห็นว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นมักสู้สินค้าจากเกาหลี และสหรัฐอเมริกาไม่ค่อยได้ ตราบใดยังช้าแบบนี้ไม่ทันคนอื่นหรอก ส่วนบริษัทสัญชาติไทย คงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ ทุกคนมุ่งหาคนมีอำนาจสูงสุด และนิยมใช้ระบบพวกพ้อง

ร่ายประวัติการทำงานมาเกือบชั่วโมง “ชายมาดสุขุม” เล่า “จุดเริ่มต้น” การลงทุนให้ฟังว่า ชีวิตการลงทุนเกิดขึ้นก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ช่วงย้ายมาทำงานใน “เชลล์ (ประเทศไทย)” บังเอิญมีเพื่อนคนหนึ่งทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้งในบล.ธนสยาม ถือเป็น 1 ใน 36 ไฟแนนซ์ที่ปิดตัวไปในช่วงวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง”

เพื่อนชวนเราไปเล่นหุ้น ด้วยประโยคตาลุกวาวที่ว่า “มาเล่นหุ้นกันเถอะกำไรเยอะดี” สงสัยเขาเห็นเรามีเงิน เพราะช่วงนั้นมีโอกาสนำเงินเก็บบางส่วนไปลงทุนซื้อ “ตั๋วแลกเงิน” หรือ B/E ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 15-16 เปอร์เซ็นต์

เชื่อมั้ย!! “ผมแทบไม่ลังเลในการชักชวนครั้งนั้น” ตัดสินหอบเงิน 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บกินดอกเบี้ยแบงก์ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้จากการทำงานในช่วง 2-3 ปี มาเปิดพอร์ตกับเพื่อนทั้งๆที่ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลยสักนิด ช่วงนั้นตลาดหุ้นซื้อขายที่ SET INDEX 700 จุด ตลาดหุ้นเคยขึ้นไปยืน “จุดสูงสุด” ในปี 2538 ที่ระดับ 1,500 จุด

หุ้นตัวแรกที่ตัดสินใจซื้อชนิดไม่ปรึกษาใคร คือ หุ้น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เห็นบริษัทติด 10 อันดับแรกของหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด หรือ Top 10 Most Active Value เลยตัดสินใจซื้อ

ต้นทุนหุ้น BBLจำนวน 100 บาท ผ่านไป 2 วัน ขาย 104 บาท ได้กำไร 4 บาท “ดีใจมาก” จากนั้นซื้อหุ้นตัวเดิมอีกในราคา 106 บาท ผ่านไป 2 วัน ขาย 110 บาท ได้กำไร 4 บาท “ดีใจมากกว่าเดิม” ช่วงนั้นไม่มีสตอรี่อะไรดันหุ้นสักอย่าง เราคิดเพียงว่า หุ้นลดลงมา 50% แล้วคงถูกแล้วละมั้ง..

“ซื้อหุ้น BBL 2 ครั้ง ได้กำไร 2 ครั้ง แอบคิดในใจว่า ข้าเป็นเซียนหุ้นแล้วละ”

จากนั้นไม่นานตัดสินใจซื้อหุ้น BBL ครั้งที่ 3 ในราคา 120 บาท เชื่อหรือไม่!! จากนั้นไม่เคยเห็นราคา 120 บาท อีกเลย ราคาหุ้น BBL ไหลลงมาเรื่อยๆ ขณะที่ SET INDEX ทยอยลดลงต่อเนื่องเช่นกัน สุดท้ายดัชนีเหลือ 200 จุด

“ตลาดหุ้นดิ่ง ราคาหุ้น BBL รูดหนัก”

แต่เรายังไม่ยอมขายหุ้น BBL ทิ้ง เพราะตอนนั้นไม่มีความรู้ แถมไม่รู้จักคำว่า “ตัดขาดทุน” หรือ Cut Loss เพื่อนที่เป็นมาร์เก็ตติ้งไม่ได้โทรมาบอกให้รีบขาย เขาเองคงแทบจะเอาตัวไม่รอด เพราะโบรกเกอร์กำลังจะโดนปิด แถมเรายังไม่โทรไปถามเขาด้วย คราวนี้ราคาหุ้น BBL ไปกันใหญ่

ช่วงตลาดหุ้นลงหนัก “ผมหยุดลงทุนหุ้น 2-3 ปี” ปล่อยหุ้น BBL ไว้เฉยๆ สุดท้ายกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้งในปี 2545 ด้วยการขายหุ้น BBL ในราคา 30 บาท (หัวเราะ) “เงินแสนเหลือแค่ 30,000 บาท” ทำไปได้ เขา สถบ..

เหตุผลที่ตัดสินในขายหุ้น BBL ขาดทุน 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะตั้งใจจะเปลี่ยนแนวการลงทุนมาเป็น “นักลงทุนเน้นคุณค่า” หลังมีเพื่อนคนหนึ่งนำกระดาษที่ซีร็อกซ์ “หนังสือ ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์” หรือ Buffettology ของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” มาให้ช่วยแปล เพราะหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ

ตอนได้หนังสือเล่มนี้มาแปลใหม่ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เป็นใคร รู้เพียงว่า “ผู้ชายคนนี้เล่นหุ้น” เราคิดว่า เล่นหุ้นคงใช้วิธีเดียวกับเรา นั่นคือ “ซื้อมาขายไปแล้วก็เจ๊ง” (หัวเราะ) พออ่านไปอ่านมา “วอร์เรน” ถือหุ้น 1 ตัว นาน 5 ปี 10 ปี 30 ปี เราแปลกใจมาก “มีแบบนี้ด้วยหรอ”

คราวนี้เริ่มรู้สึกสนใจเรื่องการลงทุนแนว VI มากขึ้น “ผมโทรสั่งหนังสือการลงทุนของบุคคลดังๆเล่มละ 400-500 บาท จากเวปไซด์ Amazon.com ประเทศสหรัฐอเมริกา” อาทิเช่น หนังสือของ “ปีเตอร์ ลินซ์” หนังสือของ “เบนจามิน เกรแฮม” และหนังสือของ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” เป็นต้น ตอนนั้นยังไม่มีหนังสือการลงทุนแนว VI ที่เป็นภาษาไทย ยกเว้นหนังสือ “ตีแตก” ของ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร”

ใช้เวลาอ่านหนังสือทั้งหมดประมาณ 3-4 เดือน เมื่อเริ่มรู้วิธีการคัดเลือกหุ้นแล้ว คราวนี้หอบเงิน 300,000 บาท ไปเปิดพอร์ตกับบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง หลังเพื่อนมาร์เก็ตติ้งคนเดิม (หัวเราะ) ย้ายไปทำงานที่นั่น เงินที่ได้จากการขายหุ้น BBL จำนวน 30,000 บาท รวมอยู่ในเงินเปิดพอร์ตครั้งนั้นด้วย (ยิ้ม)

หนังสือการลงทุนต่างประเทศสอนอะไรบ้าง “เซียนหุ้นหลักสิบล้าน” ตอบคำถามนี้ว่า หนังสือจะสอนนักลงทุนว่า คุณควรซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ คุณต้องเข้าใจธุรกิจ ต้องรู้ว่ารายได้มาจากไหน กำไรเท่าไร ค่าใช้เท่าไร ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเท่าไร คู่แข่งเป็นใคร ทำอย่างไรเขาถึงชนะคู่แข่ง เมื่อรู้โครงสร้างธุรกิจแล้ว คุณค่อยมาดูราคาหุ้นว่า วันนี้เหมาะสมแก่การลงทุนแล้วหรือยัง

กลยุทธ์การลงทุนรอบใหม่ “ผมเน้นกระจายเงิน 300,000 บาท ไปในหุ้น 3 ตัวในสัดส่วนเท่าๆกัน” ไล่มาตั้งแต่ หุ้น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ซื้อมา 5 บาท สนใจหุ้นตัวนี้ เพราะอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือค่า P/E ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ค่า P/BV อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน แถมบริษัทยังจ่ายเงินปันผลทุก ไตรมาส

ตัวที่สอง คือ หุ้น ผลิตไฟฟ้า (EGCO) สอยมา 30 บาท ตอนนั้นหุ้น EGCO มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรประมาณ 5-6 เท่า ขณะที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยปีละ 5-6% ตัวสุดท้าย คือ หุ้น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ซื้อมา 110 บาท ช่วงราคาพาร์ 10 บาท ปัจจุบันแตกพาร์เหลือ 1 บาท

หลังวิเคราะห์หุ้น 3 ตัว มาสักระยะค้นพบว่า หุ้น CPF เข้าข่าย “หุ้น Community” ราคาหุ้นจะขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาวัตถุดิบมักเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดโลก ส่วนหุ้น EGCO ทุกครั้งที่ขยายงาน ด้วยการสร้างโรงไฟฟ้า บริษัทต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้าง แถมยังต้องขออนุญาตทำโครงการจากรัฐบาลอีก ส่งผลให้ผลตอบแทนต่อโครงการของ EGCO ถูกจำกัดโดยรัฐบาล เต็มที่บริษัทจะได้ผลตอบแทนแค่ 10-12% โอกาสที่บริษัทจะได้ผลตอบแทนสูงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้

ขณะที่หุ้น PTTEP มีมาร์จิ้นสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) 30 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญธุรกิจไม่ถูกจำกัดผลตอบแทนโดยรัฐบาล แถมธุรกิจยังเติบโตต่อเนื่องแทบไม่เคยเห็นบริษัทมีรายได้ลดลง ข้อดีเหล่านั้นบ่งบอกว่า ธุรกิจนี้ไม่มีคู่แข่ง ถือเป็นงานที่น่าสนใจมาก

“ตัวเลขสวยขนาดนี้” แต่ช่วงนั้นนักลงทุนหลายรายแทบไม่ได้ให้ตัวเลขการเติบโตของหุ้น PTTEP หลังเห็นว่า บริษัทต้องใช้เวลานานถึง 3-5 ปี กว่าจะรับรู้รายได้จากโครงการบงกช และโครงการในประเทศพม่า

แต่หลังนั่งวิเคราะห์หุ้น PTTEP พบว่า หาก 2 โครงการเริ่มส่งเงินเข้าบริษัท ขณะที่อีก 10 ปีข้างหน้า (2545-2554) ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งขึ้น 10 เท่า จากราคา 20 เหรียญต่อบาร์เรล (ในปี 2545) ฉะนั้นไม่เกิน 10 ปี ราคาหุ้น PTTEP ต้องพุ่งพรวดแน่นอน

“ผมถือหุ้น PTTEP ได้เพียง 6 ปี ราคาน้ำมันทะยานมายืน 140 เหรียญต่อบาร์เรล ราคาหุ้นเด้งจากต้นทุน 110 บาทต่อหุ้น มาอยู่ระดับ 220 บาทต่อหุ้น (คิดจากราคาพาร์ 10 บาท) ผมไม่รีรอรีบขายหุ้น PTTEP ทันที เรียกว่า โกยกำไรเร็วกว่า 4 ปี

“ได้กำไรจากการขายหุ้น PTTEP ประมาณ 1,000 เปอร์เซ็นต์”

นี่ยังไม่นับรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลของหุ้น PTTEP ที่ได้มาตลอด 6 ปี เฉลี่ยปีละ 3 เปอร์เซ็นต์หุ้น PTTEP เพียงตัวเดียว ทำให้พอร์ตลงทุนของชายชื่อ “วิบูลย์” ขยับจาก “หลักแสน” เป็น “หลักสิบล้าน” ได้ภายในเวลาระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี(ระหว่างนั้นมีการเติบเงินเรื่อยๆ)

เส้นทางการลงทุนแนว VI ของ “วิบูลย์ พึงประเสริฐ” จะมุ่งหน้าไปสู่หุ้นตัวไหนเป็นสถานีต่อไป ติดตามอ่านตอนจบในสัปดาห์หน้า บอกตรง “บุรุษมาดนุ่ม” รายนี้ “ไม่ธรรมดา”!!

บทความจาก กรุงเทพธุรกิจ 1 ต.ค. 2556

——————————————————————————————————–

(ตอนที่ 2)

“วิบูลย์ พึงประเสริฐ” เซียน VI ต้นทุนหุ้น BH 15 บาท

12 ปี บนโลกการลงทุนแนว VI “วิบูลย์ พึงประเสริฐ” เจ้าของพอร์ตหลักสิบล้าน โกยกำไรมาแล้วเฉลี่ยปีละ 30%จากนี้ไปขอ “โตพอเพียง” ปีละ 15%

“รวยหุ้น” แต่ไม่จำเป็นลาออกจากงานประจำ “บูลย์-วิบูลย์ พึงประเสริฐ” เจ้าของพอร์ตลงทุน “หลักสิบล้านบาท” บุรุษผู้โลดแล่นในตลาดหุ้นมา 16 ปี แต่เพิ่งหันมาเป็น “นักลงทุนเน้นคุณค่า” หรือ Value Investor(VI) ในช่วง 12 ปีหลัง คิดเช่นนั้น..

“ความแก่กล้าวิชาหุ้น VI” ทำให้ “วิบูลย์” เคยถูกทาบทามให้มานั่งเป็น “นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)” รุ่น 2 ต่อจาก “ไก่-ธันวา เลาหศิริวงศ์” แต่เขาส่ายหัวไม่รับตำแหน่ง เพราะมีงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ

ปัจจุบัน “ชายวัย 44 ปี” นั่งทำงานอยู่ที่ “Nature Works Asia Pacific Ltd.” บริษัทร่วมทุนระหว่าง “พีทีที โกลบอล เคมิคอล” (PTTGC) และพันธมิตรจากประเท ศ สหรัฐอเมริกา บริษัทนี้เป็นแห่งที่ 4 ที่เขาใช้ชีวิตมุนษย์เงินเดือน
ต้นปี 2540 ก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง “วิบูลย์” ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 29 ปี และเพิ่งเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานโครงการ บริษัท เชลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หลังเรียนจบปริญญาโท MBA ประเทศสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจควัก “ทุนตั้งต้น” เล่นหุ้นครั้งแรก 100,000 บาท ตามคำชักชวนของเพื่อนมาร์เก็ตติ้ง ณ บล.ธนสยาม 1 ในไฟแนนซ์ที่ปิดตัวไปในช่วงวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง”

เขาฉายเดี่ยว ทุ่มเงินทั้งก้อน “สอย” หุ้น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เพียงตัวเดียว ไม้แรกต้นทุน 100 บาท ผ่านไป 2 วัน ปล่อยออก 104 บาท ไม้สอง 106 บาท ผ่านไป 2 วัน ขายออก 110 บาท “ที่สุดแห่งความดีใจ” ทำให้ “บูลย์” ช้อนไม้ 3 ราคา 120 บาท โดยหารู้ไม่ว่า “หายนะทางเศรษฐกิจกำลังมาเยือน”

ซื้อหุ้น BBL ไม้สุดท้ายได้ไม่นาน ราคาหุ้น BBL และ SET INDEX “ดิ่งหนัก” เขาอดทนถือหุ้น BBL ต่อไป ด้วยความหวังว่า “กาลเวลาจะนำพาความร่ำรวยคืนมา” ผ่านมา 3 ปี ราคาหุ้น BBL ลดเหลือ 30 บาท “ขาดทุน” ทันที 70 เปอร์เซ็นต์ จากทุน “หนึ่งแสนบาท” เหลือเพียง 30,000 บาท

“วิบูลย์” หวนคืนตลาดหุ้นอีกครั้ง ด้วยเงินก้อนใหม่ 300,000 บาท คราวนี้มาแนว “นักลงทุนเน้นคุณค่า” หลังเพื่อนคนหนึ่งยื่นกระดาษซีร็อกซ์ “หนังสือ ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์” หรือ Buffettology ของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” มาให้ช่วยแปล

เขาใช้เวลาอ่านหนังสือการลงทุนของต่างประเทศไม่เกิน 4 เดือน ก่อนตัดสินใจคัด 3 หุ้นที่ดีที่สุดเข้าพอร์ต นั่นคือ หุ้น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ,หุ้น ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และ หุ้น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)
ถือไม่นานเขาขายหุ้น 2 ตัวแรก เพื่อโยกเงินมาซื้อหุ้น PTTEP ตัวเดียวในราคา 110 บาท พาร์ 5 บาท เทียบเท่า 22 บาท พาร์ 1 บาท เพราะเชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ราคาหุ้นจะทะยาน ผ่านมาแค่ 6 เดือน ราคาหุ้น PTTEP ขึ้นไป 220 บาท พาร์ 1 บาเขาตัดสินใจขายได้กำไร 1,000 เปอร์เซ็นต์ พลิกพอร์ตลงทุนจากเงินตั้งต้น “หลักแสน” สู่ “8 หลัก” ทันที (ก่อนกำไรหุ้น PTTEP เขาเติมเงินเข้าพอร์ตตลอด)

“เซียนหุ้นวีไอ” ในฐานะนักเขียนประจำคอลัมน์ Value Way ของหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ BIZ Week” และเจ้าของหนังสือ “คัมภีร์ VI ลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่า (เขียนร่วมกับ “มนตรี นิพิฐวิทยา) เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันมีหุ้นในพอร์ตประมาณ 5 ตัว อาทิเช่น หุ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) หุ้น พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) หุ้น ซีพี ออลล์ (CPALL) หุ้น กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) และหุ้น บ้านปู (BANPU)

ตั้งแต่ลงทุนแนว VI มา 12 ปี ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์บวกลบ ไม่เคยมีปีไหนที่ได้กำไรสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ คนที่สามารถโกยกำไรได้สูงขนาดนั้น คือ นักลงทุนที่เปิดบัญชีเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือบัญชีมาจิน (Margin Account) และนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นน้อยตัว

“ผมไม่โลภจากนี้ขอให้พอร์ตโตปีละ 10-15 เปอร์เซ็นต์ เท่านี้ชีวิตมีสุขแล้ว”

เขา เล่าว่า หลังโกยกำไร 10 เท่า จากหุ้น ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) เริ่มขยับไปลงทุนหุ้นหลายตัว ขอยกตัวอย่างเฉพาะ “ตัวไฮไลท์” ไล่มาตั้งแต่ หุ้น ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ต้นทุน 4 บาท ทั้งๆที่ตอนนั้นงบการเงินของบริษัทมีปัญหา เพราะขาดทุนจากซูเปอร์มาร์เก็ต เทสโก้ โลตัส เมืองจีน แต่เราเห็นว่า บริษัทกำลังจะตัดตัวปัญหาออกไปจากงบการเงิน ด้วยการขายให้เครือซีพี ฉะนั้นอนาคตน่าจะสวย

ถือหุ้น ซีพี ออลล์ ได้ 1 ปี ราคาเฉลี่ย 11-12 บาท คิดจากราคาพาร์เก่า 5 บาท ดันเกิดวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ในปี 2551 ราคาหุ้น ซีพี ออลล์ ลดลงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เหลือประมาณ 7 บาท หลังราคาทยอยขึ้นมาก่อนหน้านี้ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ช่วงนั้นบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืน เพราะเขามีเงินสดในมือมากถึง 20,000 ล้านบาท ทำให้ราคาหุ้น ซีพี ออลล์ “หยุดไหล”

“ผมยังคงถือหุ้น ซีพี ออลล์ ต้นทุน 4 บาทเหมือนเดิม ตอนนี้ราคาขึ้นไปซื้อขาย 38 บาทแล้ว หากคิดจากราคาพาร์ใหม่ 1 บาท แต่ถ้าคิดจากราคาพาร์เก่า ราคาหุ้น ซีพี ออลล์ จะอยู่ที่ประมาณ 76 บาท”

ช้อนหุ้นอะไรต่อ? เขาหัวเราะหลังได้ยินคำถาม ช่วงเริ่มต้นในการลงทุนแนว VI มีโอกาสได้อ่านหนังสือจของ “ปีเตอร์ ลินช์” เขาสอนให้หาหุ้นที่เรามองเห็น วันหนึ่งไปเดินเทสโก้ โลตัส เห็นคนต่อคิวยาวยืด เพื่อจ่ายเงินค่าผ่อนสินค้าของ “อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์)” หรือ AEONTS

“ธุรกิจนี้ต้องดีมากแน่ๆ” ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวทันที

กลับถึงบ้านรีบดูราคาหุ้น AEONTS เปิดมาเจอราคา 250 บาท ขณะนั้นหุ้น AEONTS มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือค่า P/E ประมาณ 25 เท่า สูงกว่าอัตราส่วนราคาต่อกำไรของตลาด SET INDEX ที่อยู่เพียง 7 เท่า “ผมตัดใจไม่ซื้อ เพราะแพงเกินไป ณ เวลานั้นทำได้แค่รอเวลา”

ผ่านไป 3 เดือน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมากำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 18 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่งผลให้ราคาหุ้น AEONTS ไหลลงเรื่อยๆจนเหลือ 150 บาท ใช้เวลาเพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น ทุกคนคิดว่า บริษัทต้องมีผลประกอบการลดลงแน่ๆ แต่หลังจากเราเข้าไปดูรายละเอียดพบว่า ตอนนั้นบริษัทไม่ได้ทำบัตรเครดิตมีเพียงบัตรเงินผ่อนเท่านั้น

“ผมรีบเข้าไปซื้อหุ้น AEONTS ตอนราคา 120 บาท ครอบครองไม่นานราคาหุ้นตกเหลือ 80 บาท แต่ผมไม่ขาย เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี อดทนถือต่อ 6 เดือน บริษัทประกาศงบการเงินผลปรากฎว่า มีอัตราเติบโตขึ้น คราวนี้ราคาหุ้นวิ่งกลับมาอยู่ 250 บาท ใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น ผมไม่รีรอรีบปล่อยของทันที”

“นักลงทุนวีไอ” เล่าต่อว่า หุ้นตัวต่อไปที่สร้างผลตอบแทนอย่างงาม คือ หุ้น พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ปลายปี 2554 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ โครงการของบริษัทกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ราคาหุ้น PS จากที่เคยขึ้นไปยืน “จุดสูงสุด” 25 บาท ลดลงเหลือแค่ 10 บาท นั่นหละ “จุดช้อนหุ้นของผม”

น้ำคงไม่ท่วมทุกปี แถมพฤติกรรมคนไทยไม่ค่อยย้ายถิ่นฐาน ต่อให้บริเวณนั้นเสี่ยงต่อการที่น้ำจะท่วมอีกก็ตาม ยิ่งบริษัทมีการพัฒนาระบบมากขึ้น รับรองไม่เกิน 3 ปี ราคาหุ้น PS ต้องกลับมา หัวสมองคิดเช่นนั้น สุดท้ายใช้เวลาแค่ 1 ปี ราคาหุ้น PS ดีดกลับมายืน 25 บาทเหมือนเคย

ครั้งหนึ่งราคาหุ้น PS เคยขึ้นไปสร้างสถิติสูงสุดที่ 35 บาท “สูงมากแต่ไม่ขาย” เพราะเชื่อว่าโอกาสไปต่อมีแน่ โมเดลธุรกิจไม่หยุดอยู่แค่ในเมืองไทย เขาจะมุ่งหน้าโกอินเตอร์ ถ้าเขาไม่ออกไปเติบโตนอกบ้าน เราอาจขายหุ้นออก แต่หากราคาหุ้น PS ลดลงมาอยู่ที่ 10 บาทอีกครั้ง “จะซื้ออีก”

มีหุ้นตัวอื่นอีกมั้ย? เขาทำท่าคิด ก่อนตอบว่า หุ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ซื้อมา 5-6 ปีแล้ว “ต้นทุน 15 บาท ตอนนี้ราคา 80 บาทแล้ว”!!

เหตุผลที่ซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะว่า ช่วงหนึ่งมีข่าวว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ติดอันดับ 1 ใน 10 โรงพยาบาลระดับโลก เมื่อเป็นเช่นนั้นอนาคตคนไข้ต่างชาติต้องสูงขึ้นจาก 30 เปอร์เซ็นต์แน่นอน ผ่านมาตอนนี้สัดส่วนต่างชาติเปลี่ยนเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ เขาสามารถขยายเพดานได้มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ อนาคตคงกลายเป็นโรงพยาบาลต่างชาติ (หัวเราะ)

ฃครั้งหนึ่งเคยใช้บริการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ค่าห้องธรรมดาตกวันละ 3,000 บาทต่อคืน ตอนนี้ปาเข้าไป 8,000 บาทต่อคืน ส่วนห้องวีไอพี 15,000 บาทต่อคืน เรื่องระบบของโรงพยาบาลของเขากินขาดที่อื่นสู้ไม่ได้จริงๆ ล่าสุดเขากำลังจะสร้างโรงพยาบาลอีกแห่งบนถนนเพชรบุรี และจะลงทุนสร้างโรงพยาบาลในเมืองจีน และเวียดนาม

“เจ้าของพอร์ต 8 หลัก” เล่าว่า พึ่งซื้อ หุ้น บ้านปู หรือ BANPU ต้นทุน 300 บาท ซื้อก่อนที่บริษัทจะเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) จาก 10 บาท เหลือ 1 บาท แตกครั้งหนึ่งราคาหุ้นเคยพุ่งสูงถึง 700 บาท ก่อนราคาจะทยอยลดลง หลังราคาถ่านหินลดลงจาก 140 เหรียญต่อตัน เหลือ 70 เหรียญต่อตัน แถมยังมาแพ้คดีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ เมืองหงสา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต้องจ่ายค่าปรับ 30,000 ล้านบาท ภายในเวลา 30 ปี

“ถ่านหินไม่มีวันตาย” ระยะสั้นจะไม่ถูกทดแทนด้วย “เชลล์แก๊ส” (Shale Gas) ยกเว้นแถบอเมริกาเหนือ ตั้งใจจะถือหุ้น บ้านปู ประมาณ 3 ปี โอกาสจะขึ้นไป 700 บาท คงยาก ราคานั้นได้เห็น เพราะเขาขายเหมืองเมืองจีน ราคาถึงเด้งขึ้นมา แต่เป็นเพราะระยะสั้นเท่านั้น

หากตัดเรื่องนั้นออกไปราคาเหมาะสมของหุ้น บ้านปู จะอยู่ที่ 400-500 บาท “ผมหวังว่าจะเห็นราคานี้ภายใน 3 ปีข้างหน้า” นี่คิดจากโมเดลที่เขากำลังเปลี่ยนมาทำโรงไฟฟ้ามากขึ้น สัดส่วนอนาคตน่าจะเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ จาก 30 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน

ตัวสุดท้าย คือ หุ้น กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เพิ่งซื้อเมื่อปี 2555 ต้นทุน 110 บาท เขามีแผนงานที่ชัดเจน เป้าหมายอยู่ที่ไหนเขาอธิบายได้ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลประมาณ 30 แห่ง ภายใน 3 ปีข้างหน้า เขาอยากมีโรงพยาบาล 50 แห่ง และมียอดขายเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว “ผมขอยืดแผนธุรกิจเขาออกไปอีก 2 ปี” ฉะนั้นภายใน 5 ปีข้างหน้า ราคาหุ้น BGH อาจขึ้นไปซื้อขาย 200 บาท ถามว่า เขาจะหาเงินลงทุนจากไหน เงินสดเขาเยอะ แถมอัตราหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ต่ำแค่ 0.5 เท่า

โรงพยาบาลในเครือกรุงเทพ ตอนนี้ยังมีส่วนแบ่งการตลาดในแง่ของเตียงคนไข้ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นโอกาสขยายตัวในต่างจังหวัดยังมีอีกเยอะ แถมอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงพยาบาลยังสูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่า หากเขาจะสร้างโรงพยาบาลใหม่จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี ตั้งใจจะถือหุ้น BGH ประมาณ 10 ปี หากหุ้นลงจะซื้อเพิ่ม

ไม่อยากบอกว่า กำลังเล็งจะช้อนหุ้นตัวไหน เอาเป็นว่า ดัชนีลงจาก 1,600 จุด เหลือ 1,200 จุด ทำให้มีหุ้นหลายตัวน่าสนใจ อาทิเช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มค้าปลีก คุณลองไปดูสิมีราคาหุ้นมากมายที่ลดลงแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆที่พื้นฐานไม่เปลี่ยนสักนิด

“ทุกครั้งที่ได้กำไรจากการลงทุน ผมมักจะนำไป “ทบต้น” หรือเก็บเป็นเงินสด เมื่อมีจังหวะจะนำเงินเหล่านั้นออกมาซื้อหุ้น เงินเดือนจากการทำงานส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางเดือนผมใช่ไม่หมด”

ถามถึงกลยุทธ์การลงทุน? เขาบอกว่า ส่วนใหญ่จะเน้นดู ประการที่หนึ่ง“โครงการธุรกิจ” และแผนงานในอนาคต “พูดแล้วทำได้จริงหรือไม่ หรือแค่ราคาคุย” ประการที่สอง “งบการเงิน” เรื่องนี้สำคัญ เราต้องดูว่า เขามีเงินสดเท่าไร ไม่ได้กำหนดว่า ต้องมีมากแค่ไหน ขอแค่เพียงพอสำหรับการลงทุนและทำธุรกิจพอ

ดูอย่าง “บมจ.บ้านปู” เขามีเงินสดมากถึง 20,000 ล้านบาท บริษัทแบ่งมาซื้อหุ้นคืน 4,000 ล้านบาท และจ่ายค่าปรับโครงการหงสา แค่นี้เรื่อง “จิ๊บจ๊อย” เงินเยอะขนาดนี้ไม่มีทาง “ล้มละลาย”

ตัวเลขหนึ่งใน “งบการเงิน” ที่นักลงทุนต้องใส่ใจ นั่นคือ “อัตราหนี้สินต่อทุน” หรือ D/E บริษัทที่ดีไม่ควรมีอัตราเกิน 1 เท่า บางครั้งทฤษฎีนี้ไม่สามารถใช้ได้ตายตัว เพราะต้องดูก่อนว่า บริษัทนั้นทำธุรกิจอะไร

ถามว่า ก่อนจะซื้อหุ้นสักตัว จำเป็นต้องดู “อัตราส่วนราคาต่อกำไร” หรือค่า P/E ย้อนหลังหรือไม่ ส่วนตัวไม่ค่อยเน้นเท่าไร เพราะชอบคำนวณ “อัตราส่วนราคาต่อกำไร” ล่วงหน้ามากกว่า แต่จะทำอย่างนั้นได้ เราต้องรู้ก่อนว่า บริษัทวางธุรกิจในอนาคตอย่างไร หุ้นตัวไหนมีค่า P/E และ “มูลค่าตามบัญชี” หรือ P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ส่วน “อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น” หรือ ROE เน้น “ยิ่งสูงยิ่งดี”

ซื้อหุ้นเราควรมองไปข้างหน้า ดูเรื่องแผนธุรกิจเป็นหลัก แต่หลายคนชอบมองไปข้างหลัง ชอบดูอัตราส่วนราคาต่อกำไร และมูลค่าตามบัญชีย้อนหลัง จริงอยู่การมองกระจกหลัง 3-5 ปีก่อน เป็นเรื่องที่ดี แต่เราอย่าลืมดูกระจกหน้าควบคู่ไปด้วย สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด เราต้องเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุน หากไม่รู้เรื่องอย่าเข้าไป

“ในตลาดหุ้นมีธุรกิจดีๆมากมายที่หลายคนบอกว่าดี แต่บังเอิญผมไม่ค่อยเข้าใจ โดยเฉพาะ “กลุ่มแบงก์” ที่มีการตั้งสำรองหนี้เยอะ ดูงบดุลแล้วงง “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” อีกตัวที่จะไม่เข้าไปลงทุน คุณลองไปถามทิศทางผลประกอบการกับซีอีโอบริษัทก่อสร้างสิ ส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ แล้วเราจะประเมินกิจการของเขาได้อย่างไร”

คนส่วนใหญ่หวาดกลัวตลาดหุ้น เพราะคิดว่าเป็น “แหล่งพนัน” หลายคนเข้ามาคิดจะเอาแต่กำไรอย่างเดียว สุดท้าย “เจ๊ง” เพราะคุมความโลภตัวเองไม่ได้ เห็นคนอื่นเข้ามาลงทุนแล้วรวยเงินเยอะ เกิดอารมณ์อยากได้บ้าง แต่คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่า บุคคลเหล่านั้นเขาผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะมายืนจุดนี้ได้ บางคนขาดทุนหนักมาก

“อยากให้นักลงทุนมือใหม่คิดว่า ซื้อหุ้นคือ การลงทุนชนิดหนึ่ง เมื่อคิดได้เช่นนั้น เราไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าตลาดหุ้นทุกวัน เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ดีกว่า”

“ไอดอลแห่งการลงทุน” ของผมมีอยู่ 3 คน อาทิเช่น “วอร์เรน บัฟเฟตต์” คนนี้จะสอนว่า ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ “ฟิลลิป ฟิชเชอร์” จะสอนว่า ต้องถือหุ้นระยะยาว 5-10 ปี ส่วน “จอร์จ โซรอส” ไม่ได้นำวิธีการของเขามาใช้ นำมาแต่หลักคิด “ควรมอง “Downside” ก่อน “Upside” สำหรับ “เบนจามิน เกรแฮม” เขาไม่ค่อยมองธุรกิจสนใจแต่งบการเงิน “ปีเตอร์ ลินซ์” ชอบหุ้นพื้นฐาน แต่ทำมาทำไปเล่นสั้นไปหน่อย นักลงทุน 2 รายหลัง ไม่ค่อยนำหลักคิดเขามาใช้เท่าไร ดูไม่ค่อยเหมาะกับจริตของเรา”

“ผมไม่ค่อยชอบคุยกับผู้บริหาร บ้างคนขี้โม้ ทำไม่ได้แต่ชอบพูด บางคนไม่ชอบพูดความจริง แต่ผมชอบไปเดินเยี่ยมชมกิจการที่ตัวเองลงทุน โรงพยาบาล,เซเว่น อีเลฟเว่น เดินปล่อยมาก หากจำเป็นต้องสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หากมีโอกาสจะพูดคุยกับฝ่าย IR ”

บทความจาก กรุงเทพธุรกิจ 8 ต.ค. 2556

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s